ผู้ค้ำประกันนำรถเช่าซื้อไปคืน ถือว่าเลิกสัญญาเช่าซื้อหรือไม่
สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8957/2568 (แผนกคดีผู้บริโภค)
ในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ เมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่างวด หลายครั้งที่ผู้ค้ำประกันเป็นผู้นำรถไปส่งคืนผู้ให้เช่าซื้อแทน คำถามที่ตามมาคือ การคืนรถโดยผู้ค้ำประกันทำให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยชอบหรือไม่ และผู้ให้เช่าซื้อยังเรียกค่าขาดราคาจากผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันได้หรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยประเด็นนี้ไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 8957/2568
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 - ผู้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทุกเมื่อ โดยส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของ
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 วรรคสอง - การเป็นตัวแทนนั้น จะเป็นโดยตั้งแต่งแสดงออกชัดหรือโดยปริยายก็ได้
ข้อเท็จจริงโดยสรุป
- ธนาคารผู้ให้เช่าซื้อ (โจทก์) ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 ราคาเช่าซื้อ 628,216.54 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ผ่อนชำระ 72 งวด งวดละ 9,336 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน
- จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 13 งวด รวม 113,427.99 บาท แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 14 (ถึงกำหนดวันที่ 5 กันยายน 2556) โดยโจทก์ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา
- วันที่ 9 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 2 นำรถไปส่งมอบคืนโจทก์ พร้อมลงลายมือชื่อในหนังสือแสดงเจตนาคืนรถและตรวจสภาพรถ แต่ไม่มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 1
- โจทก์นำรถไปขายทอดตลาดได้เงิน 316,000 บาท แล้วฟ้องเรียกค่าขาดราคาจากจำเลยทั้งสอง
คำพิพากษาของศาลแต่ละชั้น
- ศาลชั้นต้น - พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 28,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดไม่เกิน 18,000 บาท
- ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภค - แก้เป็นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขาดราคา 150,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ 28,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
- ศาลฎีกา - เห็นพ้องว่าโจทก์เรียกค่าขาดราคาได้ แต่ลดจำนวนค่าขาดราคาเหลือ 92,000 บาท
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอย่างไร
ประเด็นที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาวางหลักไว้ดังนี้
- การส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญาตามมาตรา 573 ไม่ใช่กิจการเฉพาะตัวที่ผู้เช่าซื้อต้องทำด้วยตนเอง ผู้เช่าซื้อจะมอบหมายให้ผู้ค้ำประกันหรือบุคคลใดนำรถไปคืนก็ได้
- แม้สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจะไม่ได้ให้สิทธิผู้ค้ำประกันบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถ และแม้หนังสือแสดงเจตนาคืนรถจะมีเพียงลายมือชื่อของผู้ค้ำประกัน ไม่มีลายมือชื่อผู้เช่าซื้อ ก็ไม่ทำให้ผลเปลี่ยนไป
- เมื่อผู้ค้ำประกันไม่เคยให้การปฏิเสธไว้ในคดีว่า นำรถไปคืนโดยพลการโดยผู้เช่าซื้อไม่ยินยอม ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่าผู้ค้ำประกันเป็นตัวแทนของผู้เช่าซื้อ ซึ่งการเป็นตัวแทนนี้เกิดขึ้นโดยปริยายได้ตามมาตรา 797 วรรคสอง
- ผลคือ สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยชอบตามมาตรา 573 เพราะผู้เช่าซื้อซึ่งผิดนัดเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา ผู้ให้เช่าซื้อจึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อได้
ส่วนจำนวนค่าขาดราคา ศาลฎีกาเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดไว้ 150,000 บาท สูงเกินส่วน เมื่อคำนึงถึงราคาเงินสดของรถยนต์ ค่าเช่าซื้อที่ชำระมาแล้ว และเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด จึงกำหนดให้เป็น 92,000 บาท โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิด
ข้อสังเกตสำหรับผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน
- การนำรถไปคืนผู้ให้เช่าซื้อ ไม่ว่าใครเป็นผู้นำไปคืน อาจมีผลเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ และผู้เช่าซื้อกับผู้ค้ำประกันอาจต้องรับผิดค่าขาดราคาตามสัญญา จึงควรปรึกษาผู้รู้กฎหมายก่อนคืนรถ
- หากผู้ค้ำประกันนำรถไปคืนโดยผู้เช่าซื้อไม่รู้เห็นยินยอม ข้อต่อสู้นี้ต้องยกขึ้นในคำให้การ ตามที่ศาลฎีกาให้น้ำหนักว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยให้การปฏิเสธไว้
- แม้ผู้ให้เช่าซื้อจะเรียกค่าขาดราคาได้ ศาลมีอำนาจกำหนดให้เหมาะสมตามพฤติการณ์ เช่น ราคารถ ค่าเช่าซื้อที่ชำระแล้ว และราคาที่ขายทอดตลาดได้ ดังที่คดีนี้ศาลฎีกาลดจาก 150,000 บาทเหลือ 92,000 บาท
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการสรุปคำพิพากษาเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ข้อเท็จจริงและเนื้อหาสัญญาของแต่ละคดีแตกต่างกัน ผลของคดีอื่นอาจไม่เหมือนกัน ควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ